Welcome to Lannababyhome
  vB Skins    
 

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
02 สิงหาคม, 2014, 01:29:38 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
หน้า: [1] 2
 | พิมพ์ | 
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ โรคมือเท้าปาก  (อ่าน 12209 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Lannababyhome
*

ได้รับกำลังใจ: 415


٩(•̮̮̃•̃)۶ ٩(-̮̮̃-̃)۶ ٩(-̮̮̃•̃)۶

ออฟไลน์ ออฟไลน์

ผู้ดูแลLBH
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 21 และ 89%
ความร่าเริง: 1%
กระทู้: 728


เว็บไซต์
« เมื่อ: 18 เมษายน, 2009, 09:42:56 PM »

โรคมือเท้าปาก ปี'51






               โรคมือเท้าปาก ปี'51หรือที่เรียกว่า hand-foot-and-mouth disease (HFMD) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดเฉียบพลัน เกิดตุ่มน้ำใสขึ้นที่ปาก มือ เท้า ก้น และบริเวณอวัยวะเพศ โรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัสหลายชนิดแต่ชนิดที่ก่อใฟ้เกิดโรคที่รุนแรงคือ เอนเทอโรไวรัส 71 ซึ่งมักระบาดเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี โรคมือเท้าปากแพร่กระจายติดต่อถึงกันได้โดยผ่านทางอุจจาระหรือละอองน้ำมูกน้ำลาย

               ในปี พ.ศ. 2549 ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 30 กรกฎาคม 2549 สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรายงานผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก จากสำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัดและสำนักอนามัยกรุงเทพฯ พบว่ามีผู้ป่วย 1,009 ราย เสียชีวิต 4 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 2-5 ปีมากถึงร้อยละ 95 โดยมีผู้ป่วยหนึ่งรายเป็นเด็กเล็กอายุ 8 เดือน ในช่วงฤดูหนาว มักจะพบการระบาดของโรคมือเท้าปาก โดยเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมาพบการระบาดในช่วงเดือนพฤศจิกายน มีรายงานผู้ป่วย 33 ราย เดือนธันวาคม 114 ราย และต้นปี 2551 ช่วงเดือนมกราคม พบผู้ป่วย 42 ราย โดยภาพรวมจะเห็นว่าโรคมือเท้าปากมักจะระบาดในช่วงฤดูหนาว และมีโอกาสเกิดโรคได้ประปรายตลอดทั้งปี แต่จะเกิดเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่อากาศเย็นและชื้น โดยส่วนใหญ่เด็กทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ จะป่วยเป็นโรคมือเท้าปากจำนวนมาก สำหรับสถานที่ที่พบการระบาดส่วนมากจะพบที่โรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์เด็กเล็ก และโซนของเล่นเด็กหรือเครื่องเล่นในห้างสรรพสินค้า

              ในต่างประเทศ มีรายงานผู้ป่วยเด็กเสียชีวิต 34 รายที่รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซียในปี 1997 ต่อมาในปี 1998 เกิดการระบาดใหญ่ในประเทศไต้หวัน รายงานผู้ป่วย 1.5 ล้านคน 405 รายเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และผู้ป่วยเด็กเสียชีวิต 78 ราย ต่อมาในปี 2006 เกิดการระบาดซ้ำในรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เสียชีวิต 7 ราย และพบรายงานในภาคตะวันตกของประเทศอินเดีย ภายหลังการระบาดของเชื้อชิคุนกุนยา การระบาดล่าสุดในประเทศจีน เริ่มต้นเมื่อเดือนมีนาคม 2008 ทีเมืองฟูยาง ผู้ป่วย 25,000 ราย เสียชีวิต 42 ราย นอกจากนี้ยังพบการระบาดประปรายในประเทศ

ความรุนแรงของโรค

   1. ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคมือเท้าปากจากเชื้อคอคซากี่ไวรัส A16 มักมีอาการไม่รุนแรง หายได้เองเป็นปกติ ภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ ส่วนน้อยอาจมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสร่วมด้วย ซึ่งอาจต้องนอนโรงพยาบาลระยะหนึ่ง และอาการหายได้เอง
   2. ผู้ป่วยส่วนน้อยที่โรคเกิดจากไวรัสสายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 อาจมีภาวะแทรกซ้อนเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ มีอาการแขนขาอ่อนแรงคล้ายโปลิโอ ซึ่งอาการทางสมองอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้ ดังเช่นที่มีรายงานในประเทศมาเลเซียในปี 1997 และการระบาดในประเทศไต้หวันในปี 1998

ประเทศไทย

โรคเกิดประปรายตลอดปี แต่จะเพิ่มมากขึ้นในหน้าฝน ซึ่งอากาศมักเย็นและชื้น สายพันธุ์ที่พบส่วนมากเป็นคอคซากี่ไวรัส A16 ส่วนใหญ่มีการตรวจพบสายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 ด้วย แต่โรคมือ เท้า ปากในประเทศไทยส่วนมากหายได้เอง มีรายงานจำนวนน้อยมากที่มีการเสียชีวิตและพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71

สาเหตุ



เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุมีหลายชนิด ได้แก่ Coxsackievirus A type 16 (A16) ซึ่งพบบ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้อ Coxsackievirus A5, A7, A9, A10, B2, และ B5 ที่น่ากลัวที่สุดคือ โรคมือ เท้า ปาก ที่เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) เนื่องจากพบว่ามีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วยได้บ่อย และทำให้ผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตได้ รวมทั้งปรากฏว่ามีการระบาดเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลกต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน

โรคมือเท้าปากติดต่อโดยการรับเชื้อเข้าสู่ปากโดยตรง ซึ่งจะติดต่อได้ง่ายในช่วงสัปดาห์แรกที่ป่วย โดยเชื้อโรคจะติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย และเกิดจากการไอจามรดกัน หลังจากได้รับเชื้อ 3-6 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ต่อมาอีก 2 วัน จะมีอาการเจ็บปาก กลืนน้ำลายไม่ได้ ไม่ยอมทานอาหาร เนื่องจากมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือกและกระพุ้งแก้ม โดยจะพบตุ่มหรือผื่นนูนสีแดงเล็กๆ ที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้นด้วย ขณะเดียวกัน ตุ่มจะกลายเป็นตุ่มพองใส บริเวณรอบมีการอักเสบแดง ต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน ซึ่งโรคนี้ไม่ค่อยรุนแรงนักและไม่มีอาการแทรกซ้อน ผู้เลี้ยงดูเด็กควรเช็ดตัวเด็กเพื่อลดไข้เป็นระยะ รวมทั้งให้เด็กรับประทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด ดื่มน้ำ และนอนพักผ่อนมากๆ

การติดต่อ

โรคมือเท้าปากติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง โดยการกินสิ่งที่ปนเปื้อนกับสิ่งคัดหลั่งที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ (ซึ่งอาจจะยังไม่มีอาการ) หรือน้ำในตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วย การแพร่เชื้อมักเกิดได้ง่ายที่สุดในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย ซึ่งมีเชื้อออกมามาก อย่างไรก็ตามเชื้อยังผ่านออกมาทางอุจจาระผู้ป่วยได้นานหลายสัปดาห์

กลุ่มเสี่ยง

ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะรับเชื้อเข้าไปได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะป่วย คนที่จะป่วยเป็นคนที่ยังไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคนี้ ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กต่ำกว่า 10 ปีโดยพบมากที่สุดในเด็กเล็ก ในผู้ใหญ่สามารถพบได้แต่น้อยเพราะส่วนมากมีภูมิต้านทานแล้ว




ระยะฟักตัว

โดยเฉลี่ย 3-7 วัน

โรคกลับเป็นซ้ำ

โรคมือเท้าปากสามารถเป็นซ้ำได้อีก ถ้าติดเชื้อในสายพันธุ์อื่นๆที่ยังไม่เคยเป็น

เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71

การระบาดของเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น และพบมากในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง จากการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศไต้หวัน และการระบาดในประเทศมาเลเซีย พบว่าเด็กเล็กจะเป็นกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรค และมีช่วงของการระบาดอยู่ในช่วงเดียวกัน

เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เป็นเชื้อที่อาจพบได้ในลำไส้ ก่อให้เกิดอาการในผู้ติดเชื้อระยะแรกคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ปวดศรีษะและอาเจียนร่วมด้วย อัตราตายจะต่ำ ถ้าผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และการรักษาที่เหมาะสม แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงตามมาได้ เช่น ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และทำให้เด็กเสียชีวิตได้ จากการศึกษารายละเอียดของโรคในรายผู้ป่วยที่เสียชีวิต พบว่า เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เข้าไปทำลายระบบสมองของผู้ป่วย แต่ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จึงทำให้ส่วนของสมองบริเวณเมดัลลา พอน และก้านสมองเกิดการติดเชื้อและบวมได้

อาการ



โรคมือเท้าปาก มักเป็นในเด็กเล็ก มีอาการคล้ายไข้หวัด ร่วมกับมีตุ่มใสบริเวณมือ เท้า และปาก ตุ่มในช่องปากมักมีอาการเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยกินอาการและดื่มนํ้าได้ลดลง เด็กจะได้รับเชื้อไวรัสนี้จากการรับอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่กระจายออกมากับอุจจาระ หรือสัมผัสกับละอองน้ำมูก น้ำลายของเด็กที่เป็นโรคนี้ หลังได้รับเชื้อ 4-6 วัน เด็กจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่กินนมละอาหาร เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปรากฏตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหรือแผลที่คอ ปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และตุ่มจะขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น ซึ่งระยะตุ่มน้ำใสนี้มีเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายที่สุด จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำใส

เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถเข้าจู่โจมทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ได้หลายระบบ ซึ่งขึ้นกับชนิดของสายพันธุ์ บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อเซลล์ประสาททและสมองส่วนกลาง ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอัมพาต บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด ตับอ่อน โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบทางเดินอาหารและหายใจส่วนต้นเป็นส่วนใหญ่ แล้วมีการแบ่งตัวบนเนื้อเยื่อที่เป็นเยื่อบุและต่อมน้ำเหลืองของลำคอรวมทั้งต่อมทอนซิล เชื้อจะเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร และเจริญเติบโตในกระเพาะอาหารและเนื้อเยื่อของลำไส้ เพราะเชื้อสามารถคงทนต่อความเป็นกรดและเอนไซม์ย่อยอาหารต่างๆ ได้ดี

เชื้อไวรัสจะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นบนเนื้อเยื่อน้ำเหลืองของลำไส้ จากนั้นจะแพร่เข้าสู่กระแสเลือดโดยมีบางส่วนที่ถูกขับออกทางอุจจาระ เชื้อจะเข้าทำลายเนื้อเยื่อในอวัยวะของระบบต่างๆ ของร่างกาย ดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะมีระยะเวลาฟักตัวระหว่าง 2-14 วัน จึงจะปรากฏมีอาการและอาการแสดงติดตามมา

สรุป อาการของโรคนี้มีดังต่อไปนี้
- ไข้สูง
- เจ็บคอ
- ตุ่มน้ำใส หรือ แผล ที่คอ ในปาก
- ปวดหัว ปวดศีรษะ
- ผื่นที่มีตุ่มน้ำใส มือ เท้า และปาก (อาจพบที่บริเวณก้นร่วมด้วย)
- ไม่กินนม ไม่กินอาหาร

การวินิจฉัย

ส่วนมากโรคมือเท้าปากใช้การวินิจฉัยตามอาการ โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ร้องงอแง กินได้น้อยเหมือนมีอาการเจ็บคอหรือเจ็บปากเวลาดูดนมหรือกินอาหาร เด็กจะมีอาการน้ำลายไหล อาจพบผื่นที่บริเวณ มือ เท้าและก้นร่วมด้วย

ในรายที่สงสัยและต้องการทราบว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์ใดสามารถส่งตรวจพิเศษโดยการเพาะแยกเชื้อไวรัสจากอุจจาระ หรือน้ำในโพรงจมูกของผู้ป่วย



การรักษา

   1. โรคมือเท้าปากไม่มียาที่ใช้รักษาโดยตรง เน้นที่การรักษาตามอาการ และเฝ้าระวังอาการที่รุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการชัก ปอดอักเสบ สมองอักเสบ หัวใจล้มเหลว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กเสียชีวิตได้
   2. โรคมือเท้าปากสามารถหายได้เองง การรักษาตามอาการ ได้แก่ การลดไข้ อาจใช้ยาชาทาแผลในปาก แนะนำให้กินของเย็น นํ้าเย็น นํ้าแข็ง ไอศกรีม ซึ่งจะทำให้รู้สึกชา และทำให้เด็กกินได้เพิ่มขึ้น แผลจะหายได้เองภายใน 5-7 วัน ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยใน แต่ในกรณีผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง เช่น รับประทานอาหารหรือนมไม่ได้ หรือมีอาการแทรกซ้อนทางสมอง ต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยใน และดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
   3. การแยกชนิดของเชื้อก็มีส่วนช่วยในการรักษาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

วัคซีน

   1. ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก
   2. การทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคทันทีโดยการให้อิมมูโนโกลบูลินยังอยู่ในระหว่างการศึกษา และถ้ามีข้อบ่งชี้ในการเลือกใช้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
   3. ระดับของภูมิต้านทานหลังการติดเชื้อจะยังคงมีอยู่ในร่างกายเพียงช่วงระยะหนึ่ง และก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคในระยะเวลาสั้นต่อการป้องกันการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสชนิดอื่นๆได้



สุขอนามัยที่ดี

   1. การรักษาสุขอนามัยที่ดีสามารถป้องกันการเกิดโรคมือเท้าปากได้
   2. รักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัย รวมทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม
   3. รับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด ใช้ช้อนกลางเวลากินอาหารร่วมกับผู้อื่น
   4. ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังขับถ่าย เปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนรับประทานอาหาร ควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ ที่สำคัญต้องตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ
   5. หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้า และผ้าเช็ดมือ เป็นต้น
   6. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ

สถานที่รับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล

   1. หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ
   2. จัดให้มีอ่างล้างมือและส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
   3. มีการกำจัดอุจจาระเด็กอย่างถูกต้อง
   4. หากมีเด็กป่วย ควรแนะนำไม่ให้ผู้ปกครองนำเด็กไปโรงเรียน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้กับเด็กคนอื่นๆ แนะนำผู้ปกครองให้พาเด็กไปพบแพทย์ และหยุดรักษาตัวที่บ้านประมาณ 5-7 วันหรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ และห้างสรรพสินค้า และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย

ควบคุมการระบาด

   1. สั่งปิดโรงเรียน โรงเรียนอนุบาล และสถานเลี้ยงเด็ก เพื่อหยุดยั้งการระบาด เนื่องจากโรคมือเท้าปากเป็นโรคติดต่อโดยทางอาหารและน้ำ จากมือที่ปนเปื้อนเชื้อ
   2. หากโรงเรียนมีเด็กป่วยด้วยโรคมือเท้า$
บันทึกการเข้า
imza


Lannababyhome
*

ได้รับกำลังใจ: 415


٩(•̮̮̃•̃)۶ ٩(-̮̮̃-̃)۶ ٩(-̮̮̃•̃)۶

ออฟไลน์ ออฟไลน์

ผู้ดูแลLBH
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 21 และ 89%
ความร่าเริง: 1%
กระทู้: 728


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 18 เมษายน, 2009, 09:48:00 PM »

“โรคมือเท้าปาก”

โรคชื่อแปลกอย่าง “โรคมือเท้าปาก” ปรากฏ เป็นข่าวสร้างความกังวลใจให้กับคนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองอีกครั้ง หลังมีการตรวจพบการแพร่ระบาดที่กรุงเทพฯ ในโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านลาด พร้าว ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าทำการตรวจพิสูจน์เก็บตัวอย่างไวรัส

ทาง ผู้เชี่ยวชาญแถลงว่าเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือเท้าปากในเด็กครั้งนี้ “ไม่ใช่สายพันธุ์ร้ายแรง” ไม่ใช่สายพันธุ์ เอ็นเทอโรไวรัส 71 (Entero Virus 71) แต่เป็นเชื้อไวรัส คอกซากี เอ16 (Cox Sackie A16) ลักษณะจึงเป็นเพียงโรคประจำถิ่นที่พบได้ในเด็กวัยอนุบาล อาการคล้าย “อีสุกอีใส” หรือการออก “หัด” ในเด็ก

ทั้งนี้ จากสถิติจะพบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากในไทย ปีละ 800-1,000 ราย และในปี 2548 นี้เบื้องต้นพบแล้ว 53 ราย
โดย 95% เป็นเด็กวัย 2-5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่สายพันธุ์ร้ายแรงอย่างที่กลัวกัน... ฟังแล้วโล่งใจ...แต่หลายคนก็ยังเป็นห่วงบุตรหลาน !! สาเหตุที่พ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งสนใจติดตามข่าวสารยังเป็นกังวล ยังกลัวว่าบุตรหลานจะได้รับอันตรายร้ายแรงจาก “โรคมือเท้าปาก” ก็เพราะเมื่อหลายปีก่อนในเมืองไทยเองเคยเกิดโกลาหล เมื่อมีข่าวว่าประเทศใกล้ ๆ ไทยอย่างมาเลเซีย และไต้หวัน มีเด็กป่วยด้วยโรคนี้เป็นแสน ๆ ราย และหลายราย “เสียชีวิต”

ต้นเหตุสำคัญก็คือ “เอ็นเทอโรไวรัส 71” เชื้อเอ็นเทอโรไวรัส 71 ที่ว่านี้ทำให้เกิดโรคมือเท้าปาก เช่นเดียวกับคอก
ซากี เอ16 เพียงแต่เอ็นเทอโรไวรัส 71 มันมีการพัฒนาสายพันธุ์จนเชื้อมีความรุนแรงมากกว่าคอกซากี เอ16 การเกิดโรคมือเท้าปากจากเชื้อต่างสายพันธุ์จะแตกต่างกันที่ “อาการ” และ “ความรวดเร็ว-รุนแรง” ของโรค ซึ่งคนที่ได้รับเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม เอ16 จะมีอาการแค่ไข้สูง เกิดตุ่มใส มีผื่นแดง เป็นแผลร้อนใน และภายในระยะเวลาประมาณ 10-14 วันก็จะหายไปในที่สุด

แต่...กับเจ้าเชื้อ “เอ็นเทอโรไวรัส 71” จะแสดงอาการรวดเร็ว ที่สำคัญ...อาการของโรคยังรุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อ “เสียชีวิต” ได้ !! จากรายงาน ทางการแพทย์ เหยื่อของไวรัสสายพันธุ์เอ็นเทอโร ไวรัส 71 มักจะเป็น “เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ” หรือเด็กวัยอนุบาล ซึ่งภูมิคุ้มกันยังน้อยกว่าผู้ใหญ่มาก หากติดเชื้อก็มีโอกาสเสียชีวิต ระยะฟักตัวของเชื้อก่อนแสดงอาการจะอยู่ที่ระยะเวลาประมาณ 3 วัน ซึ่งอาการของเด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ ต่อมาก็จะเกิดตุ่มใส ๆ จนเกิดเป็นแผลบริเวณปาก
มือ และเท้า

ถ้า ไม่รู้ก็อาจคิดว่าไม่รุนแรงมาก...แต่ไม่ใช่ หากรักษาไม่ทันท่วงทีก็มีสิทธิเสียชีวิต !!! สำหรับการติดต่อของเชื้อที่ทำให้เกิด “โรคมือเท้าปาก” นั้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากการกิน แต่ก็มีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจด้วย เพียงแต่ที่ผ่านมาพบในจำนวนที่น้อยมาก ซึ่งการติดเชื้อ-การติดต่อจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วในเด็กที่ “สุขภาพอ่อนแอ” เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัว 3 วัน เชื้อจะเข้าเลือดและไปสู่อวัยวะต่าง ๆ เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้อ เยื่อบุหัวใจ ผนังทรวงอก ตับอ่อน

ไวรัสในกลุ่มเดียวกับเอ็นเทอโรไวรัสนั้น มีอยู่ 5 สายพันธุ์หลักคือ... โปลิโอไวรัส (Polioviruses), คอกซากีไวรัส
กลุ่มเอ (Group A Coxsackiviruses), คอกซากีไวรัส กลุ่มบี (Group B Coxsackiviuses), เอ็คโคไวรัส
(Echoviruses) และก็เจ้าเอ็นเทอโรไวรัสที่ว่า “จุดอันตราย” ที่ทำให้เกิดความกังวล และหลายฝ่ายรู้สึกว่า
“น่าเป็นห่วง” ก็คือ...มีผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตถึงการระบาดใหญ่ของเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส ในไต้หวันว่า...ไม่น่าจะเกิดจากการ
กินเท่านั้น

การ ระบาดที่ค่อนข้างมากของไวรัสครั้งนั้นอาจเป็นไปได้ว่ามีการ “แพร่เชื้อทางอากาศ” แม้ว่าจากฐานข้อมูลเดิมจะพบว่าการติดเชื้อทางอากาศจะมีโอกาสเป็นไปได้น้อย แต่ก็เป็นไปได้ว่า
“เอ็นเทอโรไวรัส 71” อาจมีการ “เปลี่ยนแปลงสายพันธุ์” ปรับตัวเองเพื่อให้อยู่รอด สิ่งที่พบในการระบาดใหญ่ของ “โรคมือเท้าปาก” เมื่อ 5-6 ปีก่อนก็คือ... “แสดงอาการตรงไปที่สมอง สมองอักเสบ บวม และในที่สุดก็ทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิต !!”

ทั้งนี้และทั้งนั้น กล่าวสำหรับการพบเด็กเล็กในโรงเรียนย่านลาดพร้าวป่วยเป็นโรคชื่อแปลกอย่าง “โรคมือเท้าปาก”
นั้น ต้องขอย้ำอีกครั้งว่าทางสาธารณสุขยืนยันว่า...ไม่ได้เกิดจากเชื้อสายพันธุ์ ร้ายแรง และก็ได้มีการเฝ้าระวัง พร้อมกำหนดมาตรการด้านสุขอนามัย แต่พ่อแม่ผู้ปกครองทั่วไปก็ควรใส่ใจบุตรหลานด้วย

การป้องกันบุตรหลานในเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และไม่จำเป็นก็ไม่ให้ไปอยู่ในสถานที่แออัดยัดเยียด น่าจะเป็นวิธีที่ดี
เป็นการ “ป้องกันไว้ก่อน” ที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่หลายโรคชอบอาละวาด โรคบางโรคพรากบุตรหลานเราไปได้ในเวลาแค่ 3 วัน อย่าได้ “ประมาท” เป็นอันขาด !!!!.

โค๊ด:
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


 

คำถามคำตอบ กลุ่มโรค มือเท้าปาก (Hand foot mouth syndrome) หรือ โรคปากเปื่อยที่เป็นข่าว

- เป็นข่าวฮือฮาพอควร เพราะระดับปิดโรงเรียนเพื่อคุมโรค อย่างนี้ไม่รู้ไม่ได้แล้วครับ ที่จริงเคยระบาดมาหลายครั้งแล้วครับ เพิ่งเป็นข่าวก็ต้องรู้ข้อมูลกัน ผมจะสรุปให้ดังนี้นะครับ

น.พ. ระพีพันธุ์  กัลยาวินัย อายุรแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า

1. เกิดจากเชื้ออะไร
ตอบ เกิดจากเชื้อไวรัส Coxsackievirus A16 ซึ่งอยู่ในกลุ่ม enterovirus

2. เมื่อรับเชื้อแล้ว จะมีอาการในกี่วัน ติดต่อทางไหนกันแน่
ตอบ คำถามที่ถาม แพทย์จะเรียกว่าระยะฟักตัวครับ เชื้อนี้มีระยะฟักตัวสั้น (incubation) แค่ 4-6 วัน, โดยติดต่อทางการหายใจ (air born), และน้ำลาย

3. เชื้อนี้ระบาดเป็นช่วง ๆ หรือ เป็นตลอดทั้งปี
ตอบ เชื้อนี้ระบาดช่วงฤดูร้อนเป็นส่วนใหญ่ครับ (summer and fall )

4. เมื่อสัมผัสติดต่อ จะเป็นทุกคนเลยหรือ
ตอบ ใช่ครับ เชื้อนี้เมื่อติดต่อเข้าไปแล้วจะมีการแสดงอาการ (expression rate) เกือบ 100 % เลยครับ

5. รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคนี้
ตอบ รอยโรคในปากจะเป็นแผล หรือ เม็ดเล็กๆใส แล้วแตกออก ขนาด 4-8 มิลลิเมตร อาจเป็นที่กระพุ้งแก้มได้ด้วย

6. เป็นที่มือและเท้าด้วยหรือ
ตอบ ที่มือและเท้ามักเป็นตุ่มใสขนาด 3-7 มิลลิเมตร มักเป็นที่หลังมือและเท้ามากกว่า ผื่นจะหายเร็วภายใน 1 อาทิตย์ครับ อาจมีรอยโรคที่ก้นด้วย

7. โรคนี้น่ากลัวหรือไม่
ตอบ ส่วนใหญ่หายเองครับ เพราะไวรัสไม่ต้องรักษาก็หายได้ แต่มีรายงานกรณีรุนแรงอาจมีอาการทางสมอง และ ระบบประสาทได้ด้วย มีรายงายการเกิดโรคทางปอด หรือ หัวใจด้วยครับ แต่พบน้อยมากครับ หายเองไม่ต้องกังวลเป็นส่วนใหญ่ครับ

8. เจาะเลือดตรวจดูว่าเป็นโรคนี้ได้หรือไม่
ตอบ การตรวจเลือดไม่ช่วยครับ สามารถวินิจฉัยจากการตรวจร่างกาย และ ปรึกษาแพทย์ครับ

9. ระวังการติดเชื้ออย่างไร
ตอบ เนื่องจากการระบาดของโรคนี้ มีระยะฟักตัวสั้นมาก การหยุดโรงเรียนจนพ้นระยะฟักตัวดังกล่าวในข้อ 2. คือ แค่ 4-6 วัน ถ้ายังไม่มีแสดงอาการ ก็ไม่ติดต่อกันแล้วครับ

โค๊ด:
ข้อมูลจาก http://www.praram9.com

หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับผู้ปกครองน้องๆบ้างนะครับ

 love love

โรคมือ เท้า ปาก
อ.ภารดี อาษา




ใน ช่วงหน้าฝน คุณผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นเด็ก โดยเฉพาะเด็กทารกและเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ควรระวังสุขภาพของเด็กๆให้มากนะคะ เพราะมีโรคติดต่อโรคหนึ่งที่มักพบได้มากในฤดูฝน คือโรค มือ เท้า ปาก โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง แต่สร้างความทรมานแก่เด็กๆพอสมควรค่ะ
โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัส การติดต่อคือ ไอ จามรดกัน และที่สำคัญคือการรับเชื้อเข้าสู่ปากโดยตรง เช่น ของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย แผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย
อาการของโรค มือ เท้า ปาก หลังจากเด็กได้รับเชื้อ 3-6 วัน จะมีอาการตัวร้อน มีไข้ ต่อมาอีก 1-2 วันจะมีอาการเจ็บปาก ไม่ยอมทานอาหาร เนื่องจากมีแผล ตุ่มแดงในลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ตุ่มนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใส อักเสบและแดง เด็กจะทานอาหารไม่ได้ พร้อมกับมีไข้ตลอดและจะพบตุ่มหรือผื่น ที่มักไม่คันที่ฝ่าเท้า ฝ่ามือ และอาจพบที่ก้นด้วย อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน
โรคนี้ไม่มียารักษา แต่จะรักษาตามอาการ คือ ยาลดไข้ ยาทาแผลในปาก ยาแก้อักเสบ ที่ควรระวังมากๆ คือ มีไข้สูง ซึ่งอาจชักได้ จึงควรเช็ดตัวเพื่อลดไข้เป็นระยะๆ ให้ผู้ป่วยทานอาหารอ่อนๆ ดื่มน้ำมากๆ เด็กทารกอาจต้องป้อนนมให้ แทนการดูดจากขวด บางคนอาจมีอาการกลืนอาหารไม่ได้ หรืออาเจียนอาหารออก ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารควรพาเด็กส่งโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ
ผู้ ปกครองควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิดค่ะ หากพบว่าเด็กมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมทานอาหาร น้ำ อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง อาจเกิดภาวะสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
โรคมือ เท้า ปาก ไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่ป้องกันได้โดยการรักษาความสะอาด หมั่นล้างมือด้วยน้ำและฟอกสบู่ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น ถ้าเด็กป่วยต้องรีบป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่น โดยการหยุดรักษาตัวที่บ้านจนหายเป็นปกติ หากมีเด็กป่วยเป็นจำนวนมากอาจต้องปิดสถานที่ชั่วคราว 1- 2 สัปดาห์ และทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรค โดยใช้สารละลายน้ำยาฟอกขาว อัตราส่วน 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตร


โรคปาก มือ และ เท้าเปื่อย

เมื่อ หลายปีก่อน คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยได้ยินข่าวจากทีวี และวิทยุ รวมถึงหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆที่ประโคมข่าวเรื่องโรค ปาก มือและเท้าเปื่อย (Hand-Foot-Mouth Disease) ที่ระบาดในที่ต่างๆ เช่น ประเทศสิงค์โปร จนทำให้มีเด็กเสียชีวิตหลายคน และทางการสิงค์โปรต้องประกาศปิดสถานเด็กเล่นตามห้างสรรพสินค้า และโรงเรียนอนุบาล และสถานเลี้ยงเด็กต่างๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อนี้แพร่กระจายไปมากกว่านี้ จึงขอนำความรู้เรื่องโรคนี้มาเล่าสู่กันฟัง ณ ที่นี้

เชื้อที่เป็นสาเหตุ และ อาการของโรค
     ที่ จริงแล้วเชื้อที่ทำให้เกิดโรค ปากมือและเท้าเปื่อยนั้น เป็นเชื้อไวรัสที่มีการระบาดทำให้เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ลงมา (ส่วนใหญ่จะเป็นวัยเตรียมอนุบาลหรืออนุบาล) มีอาการเจ็บป่วยเป็นแผลในปากและมีผื่นขึ้นตามฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งมักจะพบมากในหน้าหนาว หรือช่วงที่มีอากาศเย็น ในเมืองไทยก็มีเชื้อนี้ และทำให้เด็กป่วยกันประปราย

     เชื้อ ไวรัสนี้เป็นไวรัสในกลุ่ม เอนเทโรไวรัส ซึ่งมีหลายสายพันธ์ (มากกว่า 100 สายพันธ์) และอาการแสดงของการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มนี้ก็จะมีความหลากหลาย ทั้งในแบบที่เป็นหวัดเจ็บคอทั่วไป หรือมีแผลในปากและเจ็บปากมากมีไข้สูง ทานอาหารไม่ได้ อาจมีอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย หรือมีทั้งแผลในปากและผื่นขึ้นตามฝ่ามือฝ่าเท้าให้เห็นชัดเจนว่าเป็นโรคใน กลุ่มปากมือและเท้าเปื่อย

     โดยทั่วไปจะถือว่าโรคปาก มือ และเท้าเปื่อยนี้เป็นโรคที่ค่อนข้างจะไม่รุนแรงคือมักจะหายเป็นปกติได้เอง ภายในเวลา 4-5 วัน

การรักษา
     ใน ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ และยังไม่มีวัคซีนที่จะป้องกันการติดเชื้อนี้ การรักษาที่ให้ก็ได้แก่การรักษาตามอาการของผู้ป่วย

     ใน รายที่มีปัญหาแทรกซ้อนก็จะเข้าดูแลรักษาใน หอผู้ป่วยวิกฤต (ไอ ซี ยู ) แต่ถึงกระนั้นในรายที่มีอาการมากก็ยังมีอัตราตายที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากเกิดการทำลายของสมองบางส่วนที่สำคัญ เช่น ก้านสมอง (brainstem) ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการหายใจ ศูนย์ควบคุมการเต้นของหัวใจ ฯลฯ หรือมีการทำลายกล้ามเนื้อหัวใจมากทำให้เกิดหัวใจวาย และเสียชีวิตอย่างค่อนข้างฉับพลัน

    การป้องกัน
     เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถพบได้ในน้ำลาย, น้ำมูก ของผู้ป่วยที่มีอาการหวัด และอุจจาระ (โดยเฉพาะในรายที่มีอาการท้องเสีย) จึงทำให้สามารถแพร่กระจาย ทั้งโดยทางการหายใจ ( respiratory route) และทางปาก ( feco-oral route)ให้แก่คนรอบข้างที่มาสัมผัสได้ และผู้ใหญ่เองก็สามารถเป็นพาหะ ช่วยแพร่เชื้อนี้ได้แม้ว่าจะไม่ได้มีอาการป่วยชัดเจนเหมือนในเด็ก

     จึงควรหมั่นล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการอยู่ในคนหมู่มาก รวมทั้งการรักษาสุขอนามัยในการทานอาหาร เช่น การใช้ช้อนกลาง การไม่ใช้ภาชนะอื่นๆร่วมกัน เป็นต้น

     ใน รายที่มีอาการป่วย ควรจะพักผ่อนอยู่ที่บ้านไม่ส่งไปโรงเรียน หรือให้ไปสวนสนุก ที่จะเป็นการแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นได้โดยง่าย จนกว่าอาการต่างๆจะหายเป็นปกติ ซึ่งมักจะเป็นเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์

โค๊ด:
นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์
คลินิกเด็ก.คอม
บันทึกการเข้า
imza


Marinda Mamee
ปรมาจารย์แห่งLBH
*

ได้รับกำลังใจ: 665


ออฟไลน์ ออฟไลน์

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 27 และ 27%
ความร่าเริง: 0.1%
กระทู้: 1127


« ตอบ #2 เมื่อ: 19 เมษายน, 2009, 09:06:54 AM »

ขอบคุมากค่ะพี่กรีน กับความรู้ดีๆแบบนี้
บันทึกการเข้า
imza

tonkhao
คุณแม่คนเก่ง
*

ได้รับกำลังใจ: 0


C:\Documents and Settings\Administrator\Desktop\ต้

ออฟไลน์ ออฟไลน์

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 4 และ 71%
ความร่าเริง: 0.1%
กระทู้: 34


« ตอบ #3 เมื่อ: 21 เมษายน, 2009, 11:42:50 AM »

ขอบคุณพี่กรีนมากนะคะ ที่นำความรู้เกี่ยวกับโรคยอดฮิตในแต่ละช่วงมาบอกต่อกัน
ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ เลี้ยงลูกอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้นค่ะ
บันทึกการเข้า
imza

tun-tun
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้LBH
*

ได้รับกำลังใจ: 115


ป๊ากะม๊าของเจ้าอ้วน

ออฟไลน์ ออฟไลน์

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 16 และ 98%
ความร่าเริง: 0.1%
กระทู้: 439


« ตอบ #4 เมื่อ: 06 มิถุนายน, 2009, 02:22:02 AM »

ทัญทัญก็เคยเป็นครับ ไม่รุนแรง และรักษาได้ทัน เหอๆๆ กินอะไรไม่ได้เลย นมก็ดูดไม่ได้เพราะเจ็บลิ้น ต้องใช้หลอดฉีดยา ดูดนมแล้ว ฉีดเข้ากระพุ้งแก้ม เป็นได้อาทิตย์หนึงเต็มๆๆ น้ำหนักลดเลย เพราะทานอะไรไม่ได้ ไปหาหมอที่ รพ.ลานนาจะได้ยาทาปาก และมือเท้ามาอย่างละ 1 หลอด คุณหมดเก่งมา ตรวจแป๊ปเดียว
บันทึกการเข้า
imza

Marinda fanclub
คุณแม่คนเก่ง
*

ได้รับกำลังใจ: 6


ออฟไลน์ ออฟไลน์

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 4 และ 57%
ความร่าเริง: 0.1%
กระทู้: 32


« ตอบ #5 เมื่อ: 27 กรกฎาคม, 2009, 05:49:43 PM »

มารินดาเจอกับตัวเป็นๆ หึหึ ไม่เฉพาะ มือเท้าปาก ลุกลามไปทั้งตัว ตอนนั้นคนสวยแย่เลย
ป้าอุ้มๆอยู่อดหวั่นไหวไม่ได้ 555 ทั้งๆที่เค้าบอกว่าผู้ใหญ่มีเปอร์เซ็นติดน้อยมากๆ สงสารหมูน้อยจังเลย
บันทึกการเข้า
Lannababyhome
*

ได้รับกำลังใจ: 415


٩(•̮̮̃•̃)۶ ٩(-̮̮̃-̃)۶ ٩(-̮̮̃•̃)۶

ออฟไลน์ ออฟไลน์

ผู้ดูแลLBH
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 21 และ 89%
ความร่าเริง: 1%
กระทู้: 728


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 16 ตุลาคม, 2009, 12:15:14 PM »

โรคฮิต...ช่วงนี้ ก็กำลังระบาดอยู่

แอบดันกระทู้ ขึ้นมาให้อ่านกันอีกครั้ง

เพื่อ รู้เท่าทันโรค และเตรียมการรับมือได้ทันท่วงทีครับ

อิอิ



จริงๆ แล้วหากมีเด็กเป็นโรคนี้...ต้องทำการปิดโรงเรียนครับ

...แต่ เราไม่ได้ปิด เพราะเกรงว่าจะทำให้ผู้ปกครองท่านอื่นๆ เกิดความลำบากไปด้วย

ดังนั้นจึง เรียนให้ทราบว่า ตอนนี้มีเด็กที่ลานนาเบี้โฮม เป็น 2 ราย ห้องชั้น 1 สองคน

ซึ่ง ทางผู้ปกครองได้แจ้งให้เราทราบแล้ว และได้ทำการหยุดพักรักษาตัวที่บ้านจนตอนนี้หายเรียบร้อยแล้วครับ

และเราก็ได้ดำเนินการ ตามมาตราการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ในสถานรับเลี้ยงเด็ก

ได้แก่ การทำความสะอาดบริเวณอาคารสถานที่ ของใช้ ของเล่น และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่เด็กสัมผัส ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ตากแดดจนแห้ง

แจ้งให้เด็กที่่ป่วยทำการพักรักษาตัวที่บ้าน พร้อมทั้งสังเกตุอาการ+ตรวจร่างกาย เด็กคนอื่นๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความเสี่ยงในการติดเชื้อ



หากผู้ปกครองท่านใด ยังมีความกังวล เกรงว่าลูกจะติดเชื้อดังกล่าว ก็สามารถให้น้องหยุดมา รร. ได้ครับ



ท้ายนี้... ขอฝากเรื่องอาการเจ็บป่วยของเด็กๆ ที่เกิดขึ้น

ลานนาเบบี้โฮมแห่งนี้เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กครับ เวลามีผู้ปกครองที่ให้ความไว้วางใจ นำบุตรหลานมาฝากกับเรา

เราก็ดีใจและ อยากที่จะดูแลให้เด็กๆ เหล่านั้นได้อยู่อย่างมีความสุขพร้อมทั้งมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่สมวัย

โดยในส่วนของการดูแลนั้น เราก็พยายามทำให้ครอบคลุมทุกๆ ด้านครับ ตั้งแต่ความปลอดภัย และความสะอาด

ไม่ได้ปล่อยปะละเลยแต่อย่างใด

แต่โรคบางอย่างนั้น มันก็เกินที่เราจะป้องกัน ประกอบกับ การที่เด็กๆ ยังมีภูมิคุ้มกันไม่มากเท่าผู้ใหญ่

ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้ง่ายกว่าเด็กโตที่อยู่ชั้นอนุบาลหรือประถม

...เช่นโรคมือปากเท้าเปื่อยนี้...(ซึ่งเกิดไม่บ่อยนัก) หรือแม้กระทั่ง ไข้ ไอ เจ็บคอ ท้องเสีย ผื่น ตุ่มคัน ต่างๆเป็นต้น



เหตุผลประการหนึ่งที่ อยากชี้แจงเพราะว่า

บางครั้งในการที่เด็กหลายๆ คนมาอยู่รวมกัน ต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดกัน นั่นก็เป็นเหมือนสังคมแห่งหนึ่งของพวกเขา

ก็ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะป่วยมากกว่า เด็กที่เลี้ยงอยู่กับบ้านอยู่แล้ว....อันนี้ทุกคนคงคิดเหมือนๆ กัน


"เลี้ยงอยู่บ้านมาตลอดไม่เห็นเคยป่วย...มา เนอสเซอรีได้ไม่กี่วัน ป่วยซะแล้วแย่จัง"

^
^
ด้านบนนี้้อาจ เป็นความคิด ของผู้ปกครองหลายท่าน ที่เคยลองพาลูกมาฝากเลี้ยงที่เนอสเซอรี ต่างๆ แล้วดันป่วย...



ดังนั้น เวลาเด็กป่วย แล้วไปหาหมอ ตามหลักการวินิจฉัยโรค ...สิ่งที่คุณหมอต้องถามอันดับต้นๆ ก็คือ

เด็กคนนั้น ไป รร. หรือเลี้ยงอยู่กับบ้าน

เพื่อประเมินภาวะความเป็นไปได้ของสาเหตุในการป่วย

หากไป รร. หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก ก็จะทำให้ วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น ว่าไปติดมาจากโรงเรียน เป็นต้น...



สิ่งนี้แหละที่สำคัญกับสถานรับเลี้ยงเด็กอย่างเรา....

หากผู้ปกครองบางท่านขาดความเข้าใจหรือไม่ได้เปิดใจให้กว้างพอ

...สถานรับเลี้ยงเด็กก็จะกลายเป็น ผู้ผิดไปโดยปริยาย...ที่เป็นสาเหตุทำให้ลูกของเค้าป่วย

ถึงแม้เราจะทำดีเพียงใด แต่ถ้าเค้าจะคิดซะอย่างว่า "ติดโรคมาจาก รร. แหงมๆ" อะไรก็ไม่สามารถห้ามได้

ดังนั้น เราไม่ขอแก้ตัวว่าเราไม่ได้เป็นผู้ผิด แต่ขอความเห็นใจสักนิด

หากคิดจะโทษในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่ไม่ค่อยดี กับทางโรงเรียนหรือ สถานรับเลี้ยงเด็ก

ที่นี่เราทำด้วยใจ เด็กทุกคนเราก็รักเหมือนลูก พี่เลี้ยงทุกคนก็อยู่ในความดูแลตลอด

ไม่มีใครอยากให้เด็กๆ ป่วย ครับ ...น่าสงสารมาก

เด็กที่มา เนอสเซอรีเป็นเด็กเล็ก เรียนให้ทราบไปแล้วเรื่อง ภูมิคุ้มกันโรคของพวกเขา...ก็คงมีไม่มากเท่า ผู้ใหญ่หรือเด็กโต

การเจ็บป่วยจึงมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยครั้ง...

แต่เมื่อพวกเขาเหล่านั้นโตขึ้น ก็จะมีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ มากขึ้น ทำให้เกิดภาวะเจ็บป่วยน้อยลง...

ไม่อย่างนั้น โรงเรียนประถม มัธยมชื่อดัง ต่างๆ อยู่ไม่ได้หรอกครับ...เด็กเป็นร้อย เป็นพัน

ไอใส่หน้ากันที ก็ติดกัน ทั้งโรงเรียน ลากันยกห้อง  อ่าส์...




เนื้อหาทั้งหมดนี้เขียนจากแนวคิดของ ผู้ที่เปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก เท่านั้น

มิได้พาดพิง หรืออ้างอิงสิ่งอื่นใด

...โอว เพิ่งเห็น....พิมพ์ได้ยาวมาก นึกว่าทำ Thesis ขอโทษด้วยครับที่เขียนเยอะไปหน่อย  เย้เย้

ขอบคุณครับ












บันทึกการเข้า
imza


LannaBaby★Fame
*

ได้รับกำลังใจ: 388


ออฟไลน์ ออฟไลน์

ผู้ช่วยผู้ดูแลLBH
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 26 และ 19%
ความร่าเริง: 0.2%
กระทู้: 1040


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 16 ตุลาคม, 2009, 11:12:27 PM »

ตอนนี้ ทาง บุคลาการของเราก็ ใส่ใจเรื่องความสะอาด และระวังการแพร่เชื้อกันอย่างถึงที่สุด ขอบอกว่าทุกคนต่างไม่นิ่งดูดายกับโรคระบาดนี้

นอกจากสถานที่ ที่เราดูแลความสะอาดกันกันตามปกติแล้ว ในวันหยุดเราก็จะเช็ดล้าง สิ่งต่างๆให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรค สามารถดูรายละเอียดได้ที่ กระทู้นี้ครับ

http://www.lannababyhome.com/webboard/index.php?topic=253.msg3687#msg3687
และ http://www.lannababyhome.com/webboard/index.php?topic=253.msg3854#msg3854

ในต้อนเช้าพอรับน้องๆ เราก็จะตรวจร่างกาย กันอย่างละเอียดกว่าปกติ อีกทั้งยังย้ำเรื่องการล้างมือกันทุกครั้ง ด้วยน้ำยาล้างมือ ...

(ซึ่งหลายๆท่านอาจทราบว่า ราคาถือว่าสูงพอสมควร แต่เราก็ใส่ใจลงทุนซื้อให้ติดไว้ที่อ่างล้างมือทุกๆชั้น)

ให้ทุกคนล้าง ทุกๆครั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อม / ป้อนข้าวเด็ก / ก่อนสัมผัสตัวเด็ก  หมั่นเอาผ้าอ้อมสำเร็จรูปไปทิ้ง ช่วยกันทำความสะอาดสถานที่อยู่ตลอดเวลา งดให้เด็กเล่นของเล่นร่วมกันเก้บไว้ให้หมด และสังเกตุ ความผิดปกติของเด็กอยู่ตลอดเวลา

อย่างวันนี้ที่ชั้น1 ตอน11โมง น้องนิ้ง มีจุดแดงๆขึ้นที่เท้า แต่ไม่มีไข้ กินนมกินข้าว ร่าเริงปกติ (ตอนเช้าตรวจร่างกายแล้วปกติดี) เราเองก็ไม่นึ่งนอนใจ รีบแยกน้องออกจากเด็กๆคนอื่น รอสังเกตุอาการอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้โรแจ้งผู้ปกครอง แต่โชคดีที่ ผู้ปกครองน้องมาเยี่ยมพอดีและได้บอกกับเราว่า น้องเพิ่งหายจากโรคนี้ ซึ่งเป็นมาจากบ้านแล้วก่อนจะมาอยู่ที่นี่ ไม่ได้รับเชื้อจากเนอสเซอรี่แต่อย่างใด (น้องนิ้งเป็นสมาชิกใหม่ เพิ่งมาอยู่วันที่12 เป็นวันแรก) ประกอบกับจุดแดงๆดังกล่าวก็หายไปพอดีเลย ทำให้ครูพี่เลี้ยง พี่กรีน พี่เฟมที่คอยดูอาการต่างโล่งใจ  เฮ้อ

อย่างไรก็ตาม อยากให้ผู้ปกครองเปิดใจให้กว้าง คิดในแง่บวก ..... โรคนี้ต่างแพร่ระบาดอยู่ทุกๆที่ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน และไม่ใช่โรคร้ายแรง เป็นไวรัสเหมือนหวัดนี่แหละ สามารหายได้เองใน5-7วัน ไม่มียารักษา  ....

หากเราไม่จริงใจ และคิดแต่ผลประโยชน์ส่วนตน คงไม่กล้าออกมาเปิดเผยถึงขนาดนี้ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีผลกระทบกันเราแน่ๆ แต่เราเป็นห่วงสุขภาพของน้องๆเป็นสำคัญ จึงเปิดเผยให้ผู้ปกครองได้รับทราบ

ครูพี่เลี้ยงของเรา ซึ่งมาจากสถานรับเลี้ยงเด็ก/อนุบาลต่างๆมาก่อน ก็บอกเหมือนกันว่าโรคนี้เป็นโรคฮิต เด็กๆเป็นกันทุกปี ไม่ว่าจะโรงเรียนไหนเป็นกันหมด แต่โรงเรียนเค้าจะไม่บอกกันหรอก เดี๋ยวจะเสียชื่อ ครูพี่เลี้ยงบางคนยังไม่เห็นด้วยกับพี่กรีน/เฟม ที่แจ้งให้ผู้ปกครองได้รับทราบ เพราะกลัวลานนาเบบี้โฮมจะเสียชื่อเสียงอะไรแบบนี้

**** และ อยากให้อ่านโพสด้านบนก่อนโพสนี้ ที่พี่กรีนพยาบาลของเราได้เขียนไว้ ให้หมด (ถึงแม้มันจะยาวมากก็ตามมมมม) ด้วยนะครับ *****
บันทึกการเข้า
imza

Le petit prince
แฟนพันธุ์แท้LBH
*

ได้รับกำลังใจ: 66


ออฟไลน์ ออฟไลน์

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 10 และ 44%
ความร่าเริง: 0.1%
กระทู้: 167


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 17 ตุลาคม, 2009, 12:34:01 AM »

มันเกิดกับคนเเก่ได้ไหมนะ
บันทึกการเข้า
LannaBaby★Fame
*

ได้รับกำลังใจ: 388


ออฟไลน์ ออฟไลน์

ผู้ช่วยผู้ดูแลLBH
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 26 และ 19%
ความร่าเริง: 0.2%
กระทู้: 1040


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 17 ตุลาคม, 2009, 10:34:41 AM »

มันเกิดกับคนเเก่ได้ไหมนะ

...เห็นเค้าว่ากันว่า ถ้าแก่แล้ว แอ๊บแบ๊วเป็นเด็ก ก็จะเป็นอะนะ...เป็นเยอะเลยด้วย

 อิอิ

จริงๆ แล้วโรคนี้..ส่วนมากจะเกิดกับเด็อายุไม่เกิน 10 ขวบครับ

ถ้า โตกว่านั้นก็จะมีภูมิต้านทานโรคแล้ว ไม่ค่อยเป็นกันสักเท่าไหร่

... ล่าสุด เมื่อคืนนี้คุณแม่ของน้องคนนึงสมาชิกชั้น2 โทรมาแจ้งว่า เห็นเท้าของน้องมีตุ่มบวมๆขึ้น เลยพาไปหาหมอ หมอถามก่อนเลยว่าอยู่เรียนโรง/เนอสเซอรี่หรือปล่าว มีเด็กเป็นหรือปล่าว ตอบไปมาว่ามี แต่ไม่ได้บอกไปว่าอยู่คนละชั้น อีกทั้งคนที่ป่วยไม่ได้มา .... แค่เข้าข่ายเท่านั้นแหละคุณหมอเธอก็ฟันธงทันทีว่า มือเท้าปาก ติดมาจากเพื่อน ทั้งที่คุณหมอแกยังไม่ได้ตรวจดูแผลในปากให้แน่ชัดเลย ซึ่งแผลในปากน้องก็ไม่มี ......  เราเองสังเกตุอาการของน้องอยู่ตลอดเวลา ไม่เข้าข่ายติดเชื้อเลย ทั้ง กินข้าวได้ปกติ ร่าเริง ไม่มีไข้เลย ตอนเย็นวันนั้นที่คุณแม่โทรมาแจ้งก็สงสัยกันมากว่าเป็นไปได้ยังไง ....

รุ่งเช้าวันนี้ คุณแม่โทรมาแจ้งอีกรอบว่า สงสัยว่าหมอจะวินิจฉัยผิด เพราะตอนนี้ตุ่มหาย ไข้ก็ไม่มีเลย ไม่มีอาการใดบ่งบอกว่าเป็นโรคมือเท้าปาก ..... ไม่น่าจะเป็น โรคมือเท้าปาก เหมือนที่หมอบอก *จากกรณีนี้สอนให้รู้ว่า
แม้แต่หมอก็ยังวินิจฉัยโรคผิดได้ นับประสาอะไรกับสถานรับเลี้ยงเด็ก...เพราะโรคนี้ หากไม่มีอาการเด่นๆ เหมือนที่ได้นำมาให้อ่านกัน ก็วินิจฉัยยากส์ ครับ
 เศร้าจิ
บันทึกการเข้า
imza

Marinda Mamee
ปรมาจารย์แห่งLBH
*

ได้รับกำลังใจ: 665


ออฟไลน์ ออฟไลน์

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 27 และ 27%
ความร่าเริง: 0.1%
กระทู้: 1127


« ตอบ #10 เมื่อ: 17 ตุลาคม, 2009, 11:56:20 PM »

มันเกิดกับคนเเก่ได้ไหมนะ

555+ พี่แตงแอบมีกลัว อย่างเราเราไม่เป็นมือ เท้า ปากค่ะ   ยิ้มยิงฟัน
ถ้าจะเป็น ก้อน่จะเป็น หัว ไหล่ ตูด แด๊นซ์กันตู๊มๆในมั้งกี้ วอมอัพโน้นอ่ะ อะเย้~~ ฮี่ ฮี่ ฮี่
เปงคุงแม่ยังเปรี้ยว คริ คริ คริ
บันทึกการเข้า
imza

DeeDee
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้LBH
*

ได้รับกำลังใจ: 209


ดีดีครับผม

ออฟไลน์ ออฟไลน์

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 17 และ 6%
ความร่าเริง: 0.1%
กระทู้: 443


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 18 ตุลาคม, 2009, 12:44:08 AM »

ถึงจะทราบว่าอัตราความรุนแรงไม่มาก แต่การที่ลูกเป็นแผลในปากทานนม ทานข้าวไม่ได้ น่าจะมีความรุนแรงต่อแม่แม่อยู่ไม่น้อยนะเนี่ย โอย~~-* แงแง
บันทึกการเข้า
imza

pear
ขาประจำLBH
*

ได้รับกำลังใจ: 91


หนูจะเป็นเด็กดีของคุณพ่อ คุณแม่ ไม่ดื้อ ไม่ซนคะ

ออฟไลน์ ออฟไลน์

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 9 และ 31%
ความร่าเริง: 0.1%
กระทู้: 133


« ตอบ #12 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2009, 06:12:42 PM »

ขอบคุณมากคะข้อมูลของโรคพี่กรีนหาได้เยอะมากเลยคะ  พี่เฟรมกับพี่กรีนคงจะเครียดด้วยนะคะ  ขอขอบคุณมากคะในการป้องกันและเฝ้าระวังให้น้องๆ  สู้ๆๆๆคะ
บันทึกการเข้า
imza

Ikkyu
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้LBH
*

ได้รับกำลังใจ: 224

ออฟไลน์ ออฟไลน์

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 17 และ 66%
ความร่าเริง: 0.1%
กระทู้: 475


« ตอบ #13 เมื่อ: 21 ตุลาคม, 2009, 08:54:49 AM »

อย่างนี้ต้องช่วยกัน ระมัดระวังยิ่งขึ้นกว่าเดิมค่ะ จะได้ไม่เป็นค้า สงสารเด็ก ๆ
เห็นภาพแย้วน่ากลัวจัง  อึ๋ย
บันทึกการเข้า
imza

Lannababyhome
*

ได้รับกำลังใจ: 415


٩(•̮̮̃•̃)۶ ٩(-̮̮̃-̃)۶ ٩(-̮̮̃•̃)۶

ออฟไลน์ ออฟไลน์

ผู้ดูแลLBH
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com ระดับพัฒนาการ: 21 และ 89%
ความร่าเริง: 1%
กระทู้: 728


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 01 มิถุนายน, 2010, 07:57:12 PM »

เมื่อเดือนที่แล้วข่าวหนังสือพิมพ์ ลงแจ้งเตือนเกี่ยวกับ การกลับมาระบาดอีกครั้งของโรคนี้

ในช่วง ตั้งแต่เดือน พ.ค. ไปจนถึง ต.ค. เลยครับ

ฝากช่วยกันดูแล ระมัดระวัง เด็กๆ เรื่องความสะอาดปลอดภัยด้วย

ช่วงนี้ ทาง lbh ก็ดูแลเรื่องความสะอาดมากขึ้นเป็นพิเศษ มีการทำความสะอาดห้องด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเดทตอล

และเฝ้าระวังเด็กๆ ที่กำลังมีอาการคล้ายโรค มือ เท้า ปาก และแยกดูแลต่างหาก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค

อย่างไรก็ตามทางเราจะแจ้งให้ผู้ปกครองทราบทันทีที่พบอาการน่าสงสัย

เพื่อส่งต่อให้แพทย์ วินิจฉัยอย่างละเอียดถี่ถ้วน

และดำเนินการดูแลรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม

แล้วก็จะแจกเอกสารความรู้ให้กับผู้ปกครองทุกท่านอีกครั้งครับ

อิอิ
บันทึกการเข้า
imza


หน้า: [1] 2
 | พิมพ์ | 
กระโดดไป:  

зʹ㨢й...ԡ